แสนสิริ–SHARGE ขยายเกม EV Charger รับบ้านยุคราคาพลังงานผันผวน ดันโครงสร้างชาร์จไฟแตะ 2,500 หลังในปี 2569

 แสนสิริ–SHARGE ขยายเกม EV Charger รับบ้านยุคราคาพลังงานผันผวน ดันโครงสร้างชาร์จไฟแตะ 2,500 หลังในปี 2569

แสนสิริขยายความร่วมมือ SHARGE วางระบบ EV Infrastructure บ้านเดี่ยวแตะ 2,500 หลังในปี 2569 พร้อมติดตั้ง EV Charger บ้านใหม่ มอบส่วนลดบ้านเดิม และสิทธิชาร์จนอกบ้านราคาพิเศษ

แสนสิริเดินหน้าขยายความร่วมมือ SHARGE ยกระดับบ้านเดี่ยวสู่ EV-ready Home รับเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้าและราคาพลังงานผันผวน วางระบบ EV Infrastructure เพิ่มเป็น 2,500 หลังภายในปี 2569 พร้อมติดตั้งเครื่องชาร์จให้บ้านใหม่ มอบส่วนลดบ้านเดิม และเพิ่มสิทธิชาร์จนอกบ้านราคาพิเศษ

ตลาดที่อยู่อาศัยไทยกำลังขยับเข้าสู่โจทย์ใหม่ที่มากกว่า “ทำเล–ดีไซน์–พื้นที่ใช้สอย” เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคยุครถยนต์ไฟฟ้าเริ่มเปลี่ยนคำถามสำคัญในการซื้อบ้าน จากเดิมที่ถามว่าบ้านรองรับการอยู่อาศัยได้ดีเพียงใด ไปสู่คำถามที่ว่า “บ้านพร้อมรองรับระบบพลังงานแห่งอนาคตหรือไม่”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ แสนสิริ ที่ขยายความร่วมมือกับ SHARGE ผู้ให้บริการ EV Charging Solutions จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มบริการเสริมให้ลูกบ้าน แต่สะท้อนการแข่งขันระลอกใหม่ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเทคโนโลยีกำลังกลายเป็นหนึ่งในมาตรฐานใหม่ของบ้านระดับกลางถึงบน

แสนสิริระบุว่า บริษัทได้ร่วมมือกับ SHARGE ต่อเนื่องมากว่า 5 ปี และวางระบบ EV Infrastructure ให้บ้านในโครงการแนวราบแล้วกว่า 40 โครงการ คิดเป็นจำนวนสะสมกว่า 2,100 หลัง ครอบคลุมบ้านหลายเซ็กเมนต์ โดยในปี 2569 บริษัทเตรียมติดตั้งระบบเพิ่มเติมให้บ้านเดี่ยวอีกกว่า 400 หลัง ภายใต้แบรนด์ นาราสิริ, ณริณสิริ, เศรษฐสิริ และสราญสิริ เพื่อผลักดันยอดสะสมรวมเป็น 2,500 หลังภายในปีนี้

EV Charger กลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานบ้าน” ไม่ใช่ของแถม

ในอดีต การติดตั้ง EV Charger อาจถูกมองเป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเฉพาะกลุ่ม แต่สถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อราคาพลังงานมีความผันผวนมากขึ้น ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าเริ่มเข้าสู่ตลาดแมสเร็วขึ้นจากการแข่งขันของผู้ผลิต โดยเฉพาะแบรนด์จีน

โจทย์ของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จึงไม่ใช่แค่การขายบ้านที่ “ติดตั้งเครื่องชาร์จได้” แต่ต้องขยับไปสู่บ้านที่ “เตรียมระบบรองรับไว้ตั้งแต่ต้น” ลดความยุ่งยากในการเดินระบบไฟในภายหลัง และลดผลกระทบต่องานตกแต่งหรือโครงสร้างบ้าน

นางสาวภัคพริ้ง การุญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI กล่าวว่า แสนสิริเห็นแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดมาตั้งแต่ 5 ปีที่ผ่านมา และการวางรากฐาน EV Infrastructure ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นตลาด ได้ช่วยเพิ่มความสะดวกให้ลูกบ้านอย่างชัดเจน

บริษัทจึงเดินหน้าขยายความร่วมมือกับ SHARGE เพื่อดูแลลูกบ้านตลอดเส้นทางการใช้งาน EV หรือ Customer Journey ตั้งแต่การซื้อบ้านใหม่ การติดตั้งเครื่องชาร์จในบ้านเดิม ไปจนถึงการชาร์จระหว่างเดินทางนอกบ้าน

เปิด 4 แผนดูแลลูกบ้าน EV ครบ Journey

ความร่วมมือรอบใหม่นี้ครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่

หนึ่ง การวางระบบ EV Infrastructure เพิ่มเติมในบ้านเดี่ยวแบรนด์นาราสิริ, ณริณสิริ, เศรษฐสิริ และสราญสิริ เพื่อให้มียอดสะสมรวม 2,500 หลังภายในปี 2569

สอง การติดตั้ง EV Charger ให้บ้านโครงการใหม่ตั้งแต่ช่วงก่อสร้าง สำหรับผู้ซื้อบ้านเดี่ยวในยูนิตที่เข้าร่วมรายการ ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ครอบคลุม 4 แบรนด์หลัก ได้แก่ นาราสิริ, ณริณสิริ, เศรษฐสิริ และสราญสิริ

สาม การมอบส่วนลดค่าติดตั้ง EV Charger สำหรับลูกบ้านแสนสิริทั้งโครงการใหม่และโครงการเดิม ในราคาพิเศษจาก SHARGE เพื่อเพิ่มโอกาสให้บ้านที่ยังไม่มีเครื่องชาร์จสามารถเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้น

สี่ การมอบสิทธิชาร์จนอกบ้านราคาพิเศษ โดยอัปเกรดสมาชิกเป็น Platinum Tier ซึ่งเป็นระดับที่ได้รับอัตราค่าบริการต่ำสุดของสถานีชาร์จ RÊVERSHARGER ให้แก่ลูกบ้านแสนสิริกว่า 30 โครงการ สำหรับการชาร์จในสถานีสาธารณะที่ร่วมรายการ เช่น โชว์รูม BYD และสถานีบริการน้ำมันบางจาก

การออกแบบแพ็กเกจในลักษณะนี้สะท้อนว่าแสนสิริไม่ได้มอง EV Charger เป็นเพียงจุดขายรายโครงการ แต่กำลังพยายามสร้างระบบนิเวศบริการหลังการขายที่เชื่อมโยงบ้าน รถ และพลังงานเข้าด้วยกัน

SHARGE ชี้บ้าน EV-ready ลดต้นทุนติดตั้งได้กว่า 50%

นายพีระภัทร ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด หรือ SHARGE กล่าวว่า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยยังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังงาน Motor Show 2026 ที่มียอดจองรถยนต์รวมสูงกว่า 132,000 คัน และเป็นรถยนต์แบรนด์จีน ซึ่งเป็นผู้ผลิต EV มากกว่า 80,000 คัน

เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าขยายฐานผู้ใช้มากขึ้น ความพร้อมของที่อยู่อาศัยจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญ ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการเพียงบ้านที่สามารถติดตั้ง EV Charger ได้ภายหลัง แต่ต้องการบ้านที่มีระบบรองรับพร้อมใช้งานจริงตั้งแต่วันรับโอน

SHARGE ระบุว่า การมี EV Infrastructure รองรับตั้งแต่ต้นช่วยลดเวลาและความซับซ้อนในการติดตั้งเครื่องชาร์จได้มาก เมื่อเทียบกับบ้านที่ไม่ได้เตรียมระบบไว้ล่วงหน้า โดยสามารถลดค่าใช้จ่ายรวมในการติดตั้งได้กว่า 50% รวมถึงลดผลกระทบต่องานตกแต่งภายในและโครงสร้างบ้าน

ประเด็นดังกล่าวอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดบ้านเดี่ยวในอนาคต เพราะเมื่อ EV Charger กลายเป็นความต้องการพื้นฐานของผู้ซื้อบ้านกลุ่มหนึ่ง โครงการที่เตรียมระบบไว้ล่วงหน้าอาจมีความได้เปรียบทั้งในมุมการขาย การอยู่อาศัยจริง และมูลค่าทรัพย์สินระยะยาว

จาก Smart Home สู่ Energy-ready Home

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แข่งขันกันด้วยแนวคิด Smart Home ทั้งระบบรักษาความปลอดภัย แอปพลิเคชันบริหารบ้าน และอุปกรณ์ IoT แต่แนวโน้มใหม่กำลังขยับสู่สิ่งที่อาจเรียกได้ว่า Energy-ready Home หรือบ้านที่พร้อมรองรับการใช้พลังงานยุคใหม่

EV Charger จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับพลังงานในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้าที่รองรับโหลดสูงขึ้น การบริหารค่าไฟ การใช้พลังงานสะอาด หรือการเชื่อมโยงกับบริการชาร์จสาธารณะนอกบ้าน

สำหรับแสนสิริ การร่วมมือกับ SHARGE ช่วยเพิ่มมิติบริการหลังการขายและความสัมพันธ์กับลูกบ้านหลังโอนกรรมสิทธิ์ ส่วน SHARGE ได้ขยายฐานบริการจากสถานีชาร์จสาธารณะและองค์กร ไปสู่ตลาดที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นหนึ่งในจุดชาร์จสำคัญที่สุดของผู้ใช้ EV เพราะพฤติกรรมหลักของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้ามักชาร์จรถในเวลากลางคืนที่บ้าน

SHARGE ให้บริการ EV Charging Solution ทั้งด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ การขายและติดตั้งเครื่องชาร์จ บริการสถานีชาร์จสาธารณะภายใต้แบรนด์ RÊVERSHARGER และโซลูชันสำหรับองค์กร ครอบคลุมการชาร์จในบ้าน คอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า ปั๊มน้ำมัน และโชว์รูมรถยนต์

อสังหาฯ แข่งกันที่ “ความพร้อมของชีวิตหลังซื้อบ้าน”

ในมุมตลาดอสังหาริมทรัพย์ ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนโจทย์สำคัญว่า ผู้ประกอบการไม่ได้แข่งขันเฉพาะราคาขายหรือโปรโมชั่นหน้าสัญญาอีกต่อไป แต่ต้องแข่งขันกันที่ความพร้อมของการอยู่อาศัยในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่พลังงาน เทคโนโลยี และพฤติกรรมการเดินทางเปลี่ยนเร็วพร้อมกัน

สำหรับผู้บริโภค การมีบ้านที่เตรียมระบบ EV Charger ไว้ล่วงหน้าอาจไม่ใช่เพียงความสะดวก แต่เป็นการลดต้นทุนแฝงในอนาคต ขณะที่สำหรับผู้พัฒนาโครงการ นี่คือการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าอสังหาริมทรัพย์ผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องได้มากกว่าคำว่า “นวัตกรรม”

การขยาย EV Infrastructure ของแสนสิริสู่ 2,500 หลังในปี 2569 จึงเป็นสัญญาณว่า บ้านยุคใหม่กำลังถูกออกแบบให้ตอบโจทย์มากกว่าไลฟ์สไตล์ แต่ต้องรองรับความผันผวนของพลังงาน การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า และต้นทุนชีวิตของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว

Share