KBANK ชี้เศรษฐกิจไทย Q2/68 ชะลอตัวต่อเนื่อง กำไรลด 9.45% รับแรงกดดันรอบด้าน — หวั่นครึ่งปีหลังเสี่ยงไม่โต
KBANK ชี้เศรษฐกิจไทย Q2/68 ชะลอตัวต่อเนื่อง กำไรลด 9.45% รับแรงกดดันรอบด้าน — หวั่นครึ่งปีหลังเสี่ยงไม่โต
ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2568 ยังคงอยู่ในทิศทางชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้จ่ายภาคเอกชน การผลิตภาคอุตสาหกรรม และรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นของทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การใช้จ่ายของภาครัฐ ทั้งในส่วนรายจ่ายประจำและงบลงทุน กลับลดลงจากฐานที่สูงในช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KBANK ระบุว่า ปัจจัยเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยซึ่งอาจขยายตัวในระดับต่ำมากในครึ่งปีหลัง หรือมีความเสี่ยงที่จะไม่เติบโตเลย โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าการส่งออกมีแนวโน้มหดตัวจากฐานที่สูงในช่วงครึ่งปีแรก ขณะเดียวกัน ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างอัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่อาจสูงกว่าประเทศคู่แข่ง ก็อาจกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและบรรยากาศการลงทุนไทยเพิ่มเติม
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ โดยเน้นการดูแลลูกค้าทั้งรายย่อยและภาคธุรกิจผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น โครงการ “คุณสู้เราช่วย” และการลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่อง พร้อมเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ 3+1 และเสริมความแข็งแกร่งด้าน Productivity เพื่อสร้างผลตอบแทนอย่างมั่นคงแก่ผู้ถือหุ้น
ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2568 KBANK มีกำไรสุทธิส่วนของธนาคาร 12,488 ล้านบาท ลดลง 9.45% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยตลาด ขณะที่ Net Interest Margin (NIM) ลดลงเหลือ 3.31% แม้รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นจากธุรกิจประกันและการลงทุน ด้านค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีและการตลาด แต่ยังอยู่ในกรอบงบประมาณรวม และมีการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) เพิ่มขึ้น 2.36% เพื่อรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน
สำหรับช่วง 6 เดือนแรกของปี ธนาคารมีกำไรสุทธิ 26,280 ล้านบาท ลดลง 0.98% เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน จากรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลงต่อเนื่อง ขณะที่รายได้อื่นและรายได้จากค่าธรรมเนียมยังคงเติบโตดี โดยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income) อยู่ที่ 41.82% สะท้อนความสามารถในการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2568 KBANK มีสินทรัพย์รวม 4.37 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.78% จากสิ้นปีก่อน โดยการเติบโตส่วนใหญ่มาจากเงินลงทุนสุทธิ ขณะที่ยอดสินเชื่อสุทธิลดลงตามสภาพเศรษฐกิจที่ยังชะลอ โดยธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพสินทรัพย์ ซึ่งอัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ที่ 3.18% และ Coverage Ratio เพิ่มขึ้นเป็น 162.77% แสดงถึงความพร้อมในการบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม ส่วนอัตราส่วนเงินกองทุนรวมตาม Basel III ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 20.66%
KBANK ย้ำถึงความพร้อมในการปรับตัวภายใต้สภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง พร้อมเดินหน้าเคียงข้างลูกค้าเพื่อสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจและระบบการเงินไทยในระยะยาว


