สทนช. ผนึก ม.เกษตรศาสตร์ ปรับแผนแม่บทน้ำเจ้าพระยา 2566-2580 ชู SEA รับมือวิกฤตน้ำรอบด้าน

 สทนช. ผนึก ม.เกษตรศาสตร์ ปรับแผนแม่บทน้ำเจ้าพระยา 2566-2580 ชู SEA รับมือวิกฤตน้ำรอบด้าน

สทนช. ผนึก ม.เกษตรศาสตร์ ปรับแผนแม่บทน้ำเจ้าพระยา 2566-2580 ชู SEA รับมือวิกฤตน้ำรอบด้าน

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เดินหน้าโครงการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปรับปรุงช่วงที่ 1 พ.ศ. 2566-2580 อย่างเป็นทางการ ณ ห้องแซฟไฟล์ 201 อาคารอิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยมุ่งยกระดับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

โครงการดังกล่าวนำกระบวนการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ Strategic Environmental Assessment (SEA) มาใช้เป็นกรอบสำคัญในการวิเคราะห์และจัดทำแผนแม่บท เพื่อบูรณาการมิติด้านทรัพยากรน้ำ ที่ดิน ประชากร สิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน โดยมีเป้าหมายให้การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเกิดความสมดุลและยั่งยืน

นางระวีพรรณ แก้วเพียงเพ็ญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ช่วงปรับปรุงครั้งที่ 1 ระหว่าง พ.ศ. 2566-2580 โดยมีเป้าหมายสำคัญในการรวมพลังจากภาครัฐ ภาคประชาชน และองค์กรผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนในพื้นที่ ให้เข้ามาร่วมคิด ร่วมออกแบบ และนำข้อเสนอไปสู่การปรับปรุงแผนให้ตอบโจทย์พื้นที่อย่างแท้จริง

นายศราวุธ สากล ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ภาค 2 กล่าวว่า การปรับปรุงแผนแม่บทครั้งนี้มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อรับฟังปัญหาจากประชาชนและผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่จริง นำไปสู่การจัดทำแผนหลัก หรือ Master Plan ที่สมบูรณ์ โดยมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น 3 พื้นที่ ได้แก่ เวทีที่ 1 กรุงเทพฯ-ปริมณฑล เวทีที่ 2 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเวทีที่ 3 จังหวัดนครสวรรค์

นางระวีพรรณกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change เช่น ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ และภาวะโลกร้อน ส่งผลต่อการบริหารจัดการน้ำอย่างมีนัยสำคัญ จึงจำเป็นต้องปรับปรุงและทบทวนแผนแม่บทให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ด้าน รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน กรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ และรองประธานคณะกรรมการลุ่มน้ำเจ้าพระยา กล่าวว่า การนำ SEA มาใช้เป็นกรอบการพัฒนาและวางแผนแม่บท จะช่วยให้การพิจารณาข้อจำกัดของพื้นที่เป็นไปอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งทรัพยากรน้ำ ที่ดิน ประชากร สิ่งแวดล้อม และสังคม เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน

สำหรับปัญหาหลักด้านทรัพยากรน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย ปัญหาน้ำท่วม ซึ่งถือเป็นปัญหาหลักและเป็นภัยธรรมชาติที่สร้างความสูญเสียรุนแรงที่สุดของประเทศในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา โดยมีความกังวลสำคัญทั้งน้ำเหนือที่ไหลลงมาและปัญหาน้ำทะเลหนุน รวมถึงปัญหาน้ำเสียในพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ตั้งแต่จังหวัดปทุมธานี นนทบุรี จนถึงกรุงเทพมหานคร ตลอดจนปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในเขตสมุทรปราการและกรุงเทพฯ และปัญหาน้ำเค็มรุกตัวในช่วงหน้าแล้ง

ส่วนแนวทางแก้ไขในอนาคต แผนแม่บทจะบรรจุโครงการที่ต้องดำเนินการในช่วง 5-10 ปีข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นระบบมากขึ้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบปีต่อปี โดยปัจจุบันมีการก่อสร้างคลองระบายน้ำบางไทร ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในอีก 2 ปี และจะช่วยพื้นที่ตอนบน เช่น พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี และอ่างทอง ขณะที่พื้นที่ตอนล่าง เช่น ปทุมธานีและนนทบุรี จะต้องอาศัยโครงการคลองป่าสัก-อ่าวไทย ซึ่งผ่านการประเมินทางสิ่งแวดล้อมแล้ว

นอกจากนี้ ในอนาคตยังมีความจำเป็นต้องพิจารณาโครงสร้างป้องกันน้ำเค็มหรือโครงสร้างปิดปากแม่น้ำบริเวณอ่าวไทย เพื่อรับมือกับปัญหาแผ่นดินทรุด ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และน้ำทะเลหนุน โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และจังหวัดตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งเส้นจากวิกฤตน้ำในระยะยาว

ผศ.ดร.ไชยาพงษ์ เทพประสิทธิ์ ผู้จัดการโครงการ กล่าวว่า สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา การวางแผนแม่บทครั้งนี้จะวิเคราะห์ภาพอนาคตในกรณีต่าง ๆ พร้อมกำหนดมาตรการ แผนงาน และรูปแบบโครงการที่เหมาะสมถึงปี 2580 ทั้งกรณีใช้สิ่งก่อสร้างและไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง

นางระวีพรรณกล่าวทิ้งท้ายว่า แม่น้ำเจ้าพระยาคือหัวใจของชาวบ้าน โดยจังหวัดนนทบุรีซึ่งมีคลองเชื่อมต่อกว่า 400 คลอง กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากปัญหาน้ำเสีย น้ำท่วม และน้ำเค็มในช่วงหน้าแล้ง ดังนั้น การปรับปรุงแผนแม่บทที่มองรอบด้าน ทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างอาชีพให้ชาวบ้านริมน้ำได้อย่างแท้จริง

สื่อมวลชนและประชาชนที่สนใจสามารถติดตามความคืบหน้าของโครงการฯ ได้ผ่านช่องทางข่าวสารของ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

Share