ม.มหิดล เผยผลการดำเนินงาน 5 ประเด็นเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายเด็กและเยาวชน ผ่านความร่วมมือ 18 ภาคี

 ม.มหิดล เผยผลการดำเนินงาน 5 ประเด็นเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายเด็กและเยาวชน ผ่านความร่วมมือ 18 ภาคี

ม.มหิดล เผยผลการดำเนินงาน 5 ประเด็นเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายเด็กและเยาวชน ผ่านความร่วมมือ 18 ภาคี

พลศึกษาที่มีคุณภาพ การเรียนรู้ผ่านการเคลื่อนไหว และการพัฒนาครู เปิดโอกาสให้เด็ก มีกิจกรรมทางกายตามวัย พร้อมพัฒนาแนวทางสำหรับเยาวชนกลุ่มเปราะบาง และผลักดันร่าง ความร่วมมือเชื่อมผลลัพธ์จากงานวิจัยสู่การปฏิบัติ

 

โครงการวิจัยด้านกิจกรรมทางกายในเด็กและเยาวชน หรือ CYPAS (Children and Youth Physical Activity Studies) โดยวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดลสนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ นำเสนอผลการศึกษาและการดำเนินงาน 5 ประเด็นสำคัญ ครอบคลุมการ จัดการเรียนรู้พลศึกษาที่มีคุณภาพการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ระหว่างวัน กิจกรรมทางกายกับสมองเด็กปฐมวัย การพัฒนาศักยภาพครูในการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย และการส่งเสริมกิจกรรมในเยาวชนกลุ่มเปราะบาง โดยมุ่งพัฒนาแนวทางส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ที่เหมาะสมกับช่วงวัย ความต้องการและบริบทของแต่ละพื้นที่ พร้อมผลักดันร่างบันทึกความเข้าใจร่วมกับ 18 ภาคี เพื่อสร้างกลไกสนับสนุนการนำองค์ความรู้และผลการวิจัย ไปประยุกต์ใช้ในสถานศึกษา และหน่วยงานดูแลเด็กและเยาวชนอย่างเป็นรูปธรรม

ภาพประกอบการประชุมโครงการ CYPAS เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสานงานด้านกิจกรรมทางกายในเด็กและเยาวชน
ภาพประกอบการประชุมโครงการ CYPAS เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสานงานด้านกิจกรรมทางกายในเด็กและเยาวชน

ผลการศึกษาสถานการณ์กิจกรรมทางกายในระดับโรงเรียน ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ระดับนานาชาติ โดยเก็บข้อมูลจากนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ 6 จำนวน 799 คน จาก 20 โรงเรียนทั่วประเทศ พบว่า ในวันที่มีคาบเรียนพลศึกษา เด็กมีกิจกรรมทางกายระดับเบาเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบ กับในวันที่มีไม่มีคาบเรียน พลศึกษา ขณะที่กิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงหนัก ซึ่งเป็นระดับ ความหนักที่องค์การอนามัยโลกให้ความ สำคัญในการส่งเสริมสุขภาพเด็กและเยาวชน กลับไม่พบความ แตกต่างระหว่างวันที่มีและไม่มีคาบเรียนพลศึกษา ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่า การมีคาบเรียน พลศึกษาเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ ที่เปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้มีส่วนร่วมเคลื่อนไหว ร่างกายอย่างต่อเนื่อง และมีกิจกรรมทางกายในระดับ ความหนักที่เหมาะสมมากขึ้น ข้อค้นพบดังกล่าวจึงนำไปสู่การประยุกต์ใช้แนวคิด การจัดการเรียนรู้ พลศึกษาที่มีคุณภาพ (Quality Physical Education: QPE) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนที่ ส่งเสริมให้เด็กมีกิจกรรมทางกายมากขึ้นผ่านคาบเรียนพลศึกษา

ผลการศึกษานำร่องการจัดการเรียนรู้พลศึกษาที่มีคุณภาพ (QPE) ในนักเรียนระดับ ประถมศึกษา ซึ่งติดตาม 8 สัปดาห์ พบว่า ในวันที่มีคาบเรียนพลศึกษา เด็กมีกิจกรรมทางกายระดับ ปานกลางถึงหนัก เฉลี่ย 26.52 นาที เทียบกับ 18.05 นาทีในวันที่ไม่มีคาบเรียนพลศึกษา หรือสูงกว่าเฉลี่ย 8.47 นาที โดยพบว่าค่าเฉลี่ยของ กิจกรรมทางกายในวันที่มีคาบเรียนพลศึกษาสูงกว่าวันที่ไม่มีคาบเรียนใน 7 จาก 8 สัปดาห์ ทั้งนี้ แนวทางการ จัดการเรียนรู้พลศึกษาที่มีคุณภาพ (QPE) มุ่งเน้นการออกแบบ กิจกรรมให้เหมาะกับความสามารถของผู้เรียน ลดเวลารอระหว่างกิจกรรม และจัดสภาพแวดล้อม อุปกรณ์ และพื้นที่การเรียนรู้เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กทุกคน ได้มีส่วนร่วมและเคลื่อนไหวร่างกายอย่างทั่วถึง ผลการศึกษานี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ยืนยันประสิทธิผลและพัฒนา แนวทางการจัดการเรียนรู้ พลศึกษาที่มีคุณภาพ (QPE) สำหรับนำไปใช้ในโรงเรียนอย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลและมหาวิทยาลัยนเรศวร ภายใต้กลุ่มกิจกรรม ส่งเสริมกิจกรรมทางกายในเด็กวัยเรียน ได้ศึกษาประสิทธิผลของการพัฒนาศักยภาพครูในการจัดการ เรียนรู้พลศึกษาที่มีคุณภาพ (QPE) ในนักเรียนระดับประถมศึกษาประมาณ 200 คน โดยเปรียบเทียบ ระหว่างกลุ่มทดลอง คือกลุ่มที่เรียนพลศึกษากับครูที่ผ่านการพัฒนา ศักยภาพตามแนวทางการ จัดการเรียนรู้ พลศึกษาที่มีคุณภาพ (QPE) และกลุ่มควบคุมที่เรียนพลศึกษาตามปกติ โปรแกรมดำเนินการ 9 สัปดาห์ ผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่า ในวันที่มีคาบเรียนพลศึกษาแบบ QPE กลุ่มทดลองมีกิจกรรม ทางกายระดับเบา เพิ่มขึ้นจากเฉลี่ย 74.9 เป็น 83.7 นาที ขณะที่กิจกรรมทางกายระดับปานกลาง ถึงหนักมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย

นอกจากนี้ยังพบว่าในวันที่ไม่มีคาบเรียนพลศึกษา กิจกรรมทางกาย หลายระดับเพิ่มขึ้น โดยกิจกรรมทางกายระดับเบาเพิ่มขึ้นจากประมาณ 70 เป็น 93.5 นาที ระดับ ปานกลางเพิ่มขึ้นจาก ประมาณ 19 เป็น 22.7 นาที และระดับหนักเพิ่มขึ้นจาก 3.3 เป็น 4.0 นาที ขณะที่ กลุ่มควบคุมมีแนวโน้ม ทำกิจกรรมทางกายระดับปานกลาง ขึ้นไปลดลงทั้งในวันที่มีและไม่มีคาบเรียน พลศึกษา ผลการศึกษานี้สะท้อนถึงศักยภาพของการพัฒนาครู ตามแนวทางการจัดการเรียนรู้พลศึกษาที่มีคุณภาพ (QPE) ในการส่งเสริมให้เด็กมีกิจกรรมทางกายระหว่างวัน แม้ในวันที่ไม่มีคาบเรียนพลศึกษา

ด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในเด็กปฐมวัย โครงการ CYPAS ร่วมกับสถาบันแห่งชาติ เพื่อการ พัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล และสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยฯ ศึกษาการส่งเสริมกิจกรรมทางกายควบคู่กับพัฒนาการทางสมองของเด็กอายุ 3–6 ปี “Body Move Brain Groove” ผ่านกิจกรรมทางกายกลางแจ้ง เกมการเคลื่อนไหว และกิจกรรมดนตรีและการเคลื่อนไหว ที่ออกแบบตามแนวทางการจัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมทักษะสมอง Executive Functions (EF Guideline) ของเด็กปฐมวัย โดยมุ่งส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการเล่นและการเคลื่อนไหว พร้อมฝึกทักษะการจดจ่อ ความจำ การคิด และการควบคุมตนเอง ตลอดระยะ 3 เดือน พบว่า เด็กที่เข้าร่วมกิจกรรมมีการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณ คลื่นไฟฟ้าสมองบางบริเวณแตกต่างจาก กลุ่มที่เรียนตามปกติ โดยเฉพาะบริเวณที่อาจเกี่ยวข้องกับการจดจ่อ การรับรู้ และการประมวลผลข้อมูล รวมถึงพบแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของการทำงานประสานกันระหว่าง สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการ มองเห็นและการเคลื่อนไหวที่ดี ข้อค้นพบดังกล่าวเป็นหลักฐานเบื้องต้นที่สะท้อนถึง ความเป็นไปได้ ในการส่งเสริมการทำงานของสมอง ผ่านกิจกรรมทางกายที่ออกแบบอย่างเหมาะสม

ขณะเดียวกัน โครงการ CYPAS ร่วมกับสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยใน พระราชูปถัมภ์ฯ ภายใต้กลุ่มกิจกรรม Physical Activity Promotion in Preschoolers (PREPA) ให้ความสำคัญกับการพัฒนา ศักยภาพครูปฐมวัยเพื่อเพิ่มโอกาสให้เด็กได้มีกิจกรรมทางกายระหว่างวัน โดยพัฒนาแนวทางการจัดกิจกรรม ทางกายที่ผสมผสานการเล่นกลางแจ้ง การฝึกทักษะการเคลื่อนไหว พื้นฐาน ดนตรี และการเรียนรู้เข้าด้วยกัน ผลการติดตามเบื้องต้นภายหลังการพัฒนาครู และนำกิจกรรม ไปใช้ในสถานศึกษาเป็นเวลา 10 สัปดาห์ พบว่า เด็กมีพฤติกรรมเนือยนิ่งลดลงเฉลี่ยประมาณครึ่งชั่วโมง ต่อวัน ขณะที่กิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้นในทุกระดับ โดยเฉพาะกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงหนัก ที่เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 75 เมื่อเทียบกับก่อนดำเนินกิจกรรม ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของการพัฒนาครู ในการสร้างโอกาสให้เด็กได้มีกิจกรรมทางกายมากขึ้น

ทั้งนี้ ผลดังกล่าวเป็นข้อมูลจากการติดตามกลุ่ม เด็กขนาดเล็กก่อนและหลังดำเนินกิจกรรม ซึ่งควรมีการศึกษาต่อยอด เพื่อยืนยันประสิทธิผลผลการดำเนินงานทั้งสองส่วนสะท้อนให้เห็นถึงความ สำคัญของการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ตั้งแต่ช่วง ปฐมวัย  โดยเชื่อมโยงการเคลื่อนไหวร่างกายเข้ากับการ พัฒนาทักษะสมองและการเรียนรู้  พร้อมยกระดับ ศักยภาพครูและผู้ดูแลเด็ก ให้สามารถออกแบบ

กิจกรรมที่เหมาะสมกับวัยและบริบทของสถานศึกษาเพื่อให้เด็กทุกคน มีโอกาสได้เล่น เคลื่อนไหว และเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในสถานศึกษาและที่บ้าน อันเป็นรากฐานสำคัญของการส่งเสริมสุขภาพ
และพัฒนาการอย่างรอบด้านในระยะยาว

ภาพประกอบกิจกรรมการเคลื่อนไหวของเด็กปฐมวัย โดยมีครูและผู้ดูแลสนับสนุน
ภาพประกอบกิจกรรมการเคลื่อนไหวของเด็กปฐมวัย โดยมีครูและผู้ดูแลสนับสนุน

 

ด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบาง โครงการ CYPAS ร่วมกับ โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม ศึกษาสถานการณ์กิจกรรมทางกายและ พัฒนาแนวทางส่งเสริมสุขภาพที่เหมาะสมกับบริบทของศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน ผลการศึกษา สถานการณ์เบื้องต้นจากเด็กและเยาวชนในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน อายุ 13–23 ปี จำนวน 520 คน ในศูนย์ฝึกและอบรม 11 แห่งทั่วประเทศ โดยมีผู้เข้าร่วม 300 คนที่ได้รับการประเมิน ระดับกิจกรรมทางกายด้วยอุปกรณ์วัดความเร่ง (accelerometer) พบว่า เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ ยังมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงหนักไม่ถึง 60 นาทีต่อวัน ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก โดยมีผู้ที่มีกิจกรรมทางกายถึงเกณฑ์ดังกล่าวเพียงร้อยละ 5.3 ในวันที่มีกิจกรรมพลศึกษา และร้อยละ 4.0 ในวันเรียนปกติ ขณะที่วันหยุดมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 12.3 ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญ ของการสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้นในชีวิตประจำวัน โดยไม่จำกัดเฉพาะ ชั่วโมงเรียนพลศึกษาหรือกิจกรรมกีฬาเท่านั้น แต่ควรพิจารณารูปแบบกิจกรรมและสภาพแวดล้อม ที่เอื้อต่อการเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอภายในศูนย์ฝึกและอบรม

จากข้อค้นพบดังกล่าว คณะทำงานได้นำข้อมูลมาใช้เป็นพื้นฐานในการพัฒนาแนวทาง ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ด้วยกระบวนการร่วมสร้างสรรค์ หรือ co-creation โดยเปิดโอกาสให้เด็ก และเยาวชน ผู้บริหาร บุคลากรผู้ดูแล และผู้เชี่ยวชาญได้ร่วมแสดงความคิดเห็นและออกแบบกิจกรรม ให้สอดคล้องกับความสนใจของเยาวชน รวมถึงตารางกิจวัตรประจำวัน พื้นที่ อุปกรณ์ และความพร้อม ของบุคลากรในแต่ละแห่ง โดยเริ่มดำเนินการในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนนำร่อง 2 แห่ง ได้แก่ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนหญิงบ้านปรานี และศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนราชบุรี เพื่อพัฒนาโปรแกรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ก่อนทดสอบความเหมาะสมและประเมินผลสำหรับการ
ขยายผลในระยะต่อไป

การดำเนินงานนี้มุ่งสร้างโอกาสในการเข้าถึงกิจกรรมทางกายอย่างเหมาะสมและเท่าเทียม พร้อมสนับสนุนให้ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเป็นพื้นที่ส่งเสริมสุขภาพและพัฒนาศักยภาพของ
เยาวชนอย่างต่อเนื่อง การขับเคลื่อนความร่วมมือเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายในเด็กและเยาวชน เพื่อผลักดันองค์ความรู้และผลการวิจัยทั้ง 5 ประเด็นไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โครงการ CYPAS เดินหน้าสร้างความร่วมมือด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในกลุ่มเด็กและเยาวชนกับ หน่วยงานภาคีและเครือข่าย 18 แห่ง ผ่านการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือ ด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในกลุ่มเด็กและเยาวชน โดยมีกำหนดการลงนามวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการส่งเสริมกิจกรรม ทางกายสำหรับเด็กและเยาวชนอายุ 0 ถึง 24 ปี พร้อมสนับสนุนให้ผู้ปกครอง ครู และผู้ดูแล มีความรู้และทักษะในการส่งเสริมกิจกรรมทางกายที่เหมาะสมตามช่วงวัย

ความร่วมมือดังกล่าวประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ องค์กรวิชาชีพ และองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ หน่วยงานด้านการศึกษา กรมอนามัย กรมพลศึกษา กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กรุงเทพมหานคร องค์การยูนิเซฟประเทศไทย สมาคมวิชาชีพ และหน่วยงานจากมหาวิทยาลัยมหิดล โดยวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล ผ่านโครงการวิจัยด้านกิจกรรมทางกายในเด็กและเยาวชน หรือ CYPAS (Children and Youth Physical Activity Studies) ทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการประสานความร่วมมือและ
ติดตามผลการดำเนินงาน

ภายใต้กรอบความร่วมมือ ภาคีเครือข่ายจะร่วมกันพัฒนาศักยภาพบุคลากร การแลกเปลี่ยน องค์ความรู้และผลวิจัย ส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อกิจกรรมทางกาย และสร้างความตระหนักรู้แก่ สาธารณชน โดยมุ่งนำแนวทางที่พัฒนาจากงานวิจัยไปประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เพื่อสร้างโอกาสให้เด็ก และเยาวชนทุกกลุ่มเข้าถึงกิจกรรมทางกายอย่างเหมาะสมและเท่าเทียม พร้อมพัฒนาระบบติดตาม และประเมินผล เพื่อนำข้อมูลไปสนับสนุนการกำหนดแนวปฏิบัติและนโยบายส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ในเด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

Share