วิจัยชี้ระบบตรวจ “สารพิษตกค้าง” ไทยยังมีช่องโหว่! ตามย้อนกลับแหล่งปลูกพริกได้แค่ 7% ชง 4 มาตรการยกเครื่องทั้งระบบ

 วิจัยชี้ระบบตรวจ “สารพิษตกค้าง” ไทยยังมีช่องโหว่! ตามย้อนกลับแหล่งปลูกพริกได้แค่ 7% ชง 4 มาตรการยกเครื่องทั้งระบบ

วิจัยชี้ระบบตรวจ “สารพิษตกค้าง” ไทยยังมีช่องโหว่! ตามย้อนกลับแหล่งปลูกพริกได้แค่ 7% ชง 4 มาตรการยกเครื่องทั้งระบบ

ภาคีวิชาการเสนอรัฐเร่งสร้างระบบ Traceability เชื่อมข้อมูลตั้งแต่แปลงปลูกถึงจานอาหาร ยกระดับ “ล้ง” เป็นศูนย์กลางข้อมูล ลดความเสี่ยงสารพิษตกค้างในผักผลไม้

กรุงเทพฯ – ภาคีนักวิชาการด้านสาธารณสุขและความปลอดภัยอาหาร เปิดผลศึกษาระบบเฝ้าระวัง สารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดของไทย พบจุดอ่อนสำคัญของระบบตรวจสอบ แม้สามารถตรวจพบสินค้าที่มีความเสี่ยงในตลาดได้ แต่ยังไม่สามารถติดตามย้อนกลับไปถึงแหล่งผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ พริก ที่ตามย้อนกลับถึงต้นทางได้เพียง 7% ขณะที่ ส้ม ทำได้เพียง 28%

ข้อค้นพบดังกล่าวนำไปสู่ข้อเสนอ 4 มาตรการเชิงนโยบาย เพื่อยกระดับระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างระดับชาติ โดยเสนอให้เชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่แปลงปลูก การนำเข้า จุดรวบรวมผลผลิต ล้ง โรงคัดบรรจุ ตลาดค้าส่ง ตลาดค้าปลีก ไปจนถึงผู้บริโภค พร้อมผลักดันให้ “ล้ง” กลายเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงข้อมูล (Traceability Hub)

การศึกษาดังกล่าวดำเนินการโดย มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ร่วมกับสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และ The Centre for Addiction and Mental Health (CAMH) ประเทศแคนาดา ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พร้อมภาคีด้านสุขภาพ เกษตรกรรม โภชนาการ และความปลอดภัยอาหาร

นักวิจัยชี้ NCDs ไม่ใช่เรื่องของหมออย่างเดียว

ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล Scientist จาก The Centre for Addiction and Mental Health (CAMH) และนักวิจัยประจำโครงการ กล่าวว่า การป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ไม่อาจพึ่งเพียงการรักษาพยาบาลหรือการปรับพฤติกรรมของประชาชน เพราะต้นตอของปัญหาเชื่อมโยงกับทั้งระบบอาหาร การผลิตสินค้าเกษตร การตลาด การศึกษา เศรษฐกิจ และนโยบายของภาครัฐ

“หากต้องการลดความเสี่ยง NCDs ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทางของอาหาร ไม่ใช่รอแก้ไขเมื่อสินค้ามาถึงมือผู้บริโภคแล้ว”

เขาระบุว่า โครงการนี้ใช้แนวทาง User-oriented Comprehensive Integrated Knowledge Translation (UCIKT) เพื่อให้ผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ และผู้ปฏิบัติงาน ร่วมกันพัฒนาทางเลือกเชิงนโยบายที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

เตือนรับสารตกค้างสะสม แม้ปริมาณน้อยก็เสี่ยง

ด้าน ภก.รศ.ดร.วงศ์วิวัฒน์ ทัศนียกุล ผู้ทรงคุณวุฒิคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ผักและผลไม้ยังคงเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ความปลอดภัยต้องเดินควบคู่กัน

สารตกค้างอาจมาจากสารกำจัดศัตรูพืช สารกำจัดวัชพืช สารป้องกันเชื้อรา โลหะหนัก รวมถึงสารปนเปื้อนจากบรรจุภัณฑ์ ซึ่งแม้ได้รับในปริมาณไม่มาก แต่หากสะสมต่อเนื่อง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคมะเร็ง ความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ ระบบประสาท และโรคเมแทบอลิซึม

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าไม่ควรสร้างความหวาดกลัวจนประชาชนหลีกเลี่ยงการบริโภคผักและผลไม้ แต่ควรเร่งพัฒนาระบบกำกับดูแลให้ประชาชนสามารถบริโภคอาหารได้อย่างปลอดภัย

ผลวิจัยพบ “ล้ง” คือช่องว่างสำคัญของระบบ

รศ.ดร.ชนิพรรณ บุตรยี่ จากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยผลการศึกษาเรื่อง “การพัฒนาระบบข้อมูลสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดระดับชาติ” ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีหลายหน่วยงานสุ่มตรวจสารพิษตกค้าง แต่ข้อมูลยังแยกกันอยู่ตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน ทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้ครบทั้งระบบ

ผลการศึกษาห่วงโซ่อุปทานของพริกและส้ม พบว่า เมื่อสุ่มตรวจพบสารพิษตกค้างที่ปลายน้ำ ยังไม่สามารถระบุได้ว่าสินค้ามาจากแปลงปลูกใด ผ่านผู้รวบรวมหรือล้งแห่งใด และควรย้อนกลับไปแก้ไขปัญหาที่จุดไหน

ที่สำคัญ งานวิจัยพบว่า “ล้ง” ซึ่งเป็นจุดรวบรวมและกระจายผลผลิตผักผลไม้ถึง 60-80% ของตลาดค้าส่ง ยังไม่ได้อยู่ภายใต้ระบบกำกับดูแลด้านข้อมูลของภาครัฐ ทั้งที่เป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน

นักวิจัยจึงเสนอให้ยกระดับล้งเป็น Traceability Hub ทำหน้าที่รวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลสินค้า เช่นเดียวกับโรงคัดบรรจุ เพื่อให้สามารถติดตามย้อนกลับไปยังแหล่งผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ชง 4 ข้อเสนอ ยกเครื่องระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้าง

ภาคีวิชาการเสนอแนวทางสำคัญ ได้แก่

  • ผลักดันเกษตรกรเข้าสู่มาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์ พร้อมสนับสนุนงบประมาณและตลาดรองรับผลผลิต
  • ขยายการกำกับดูแล “ล้ง” ให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบตรวจสอบย้อนกลับ พร้อมสนับสนุนเทคโนโลยีและเงินทุน
  • นำผลการตรวจจากตลาดปลายน้ำกลับไปใช้ประเมินประสิทธิภาพของมาตรการในต้นน้ำและกลางน้ำ เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
  • สร้างความต้องการบริโภคผักผลไม้ปลอดภัย ผ่านการจัดซื้อของโรงพยาบาล โรงเรียน หน่วยงานรัฐ และภาคธุรกิจ รวมถึงเพิ่มช่องทางจำหน่ายตรงระหว่างเกษตรกรกับผู้บริโภค

ทุกฝ่ายเห็นตรงกัน ต้องสร้างระบบที่ทุกคนมีส่วนร่วม

ในเวทีเสวนา ยังมีผู้แทนจากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมการค้าตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ส้มสายน้ำผึ้ง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และผู้ประกอบการฟาร์มผัก ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า การยกระดับความปลอดภัยของผักและผลไม้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากมุ่งเพิ่มข้อกำหนดกับเกษตรกรเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเชื่อมโยงมาตรฐาน การตรวจสอบ ฐานข้อมูล ตลาด เงินทุน และแรงจูงใจเข้าด้วยกัน พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกร ผู้รวบรวมผลผลิต ตลาด และผู้บริโภค ร่วมออกแบบระบบ

ข้อเสนอจากงานวิจัยจะถูกส่งต่อไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการพัฒนาระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างระดับชาติที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้จริงตั้งแต่แปลงปลูกถึงจานอาหาร

“อาหารปลอดภัยไม่ควรเริ่มต้นเมื่อสินค้ามาถึงจานของผู้บริโภค แต่ต้องได้รับการออกแบบและกำกับดูแลร่วมกันตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แปลงปลูก การนำเข้า จุดรวบรวม โรงคัดบรรจุ ตลาดค้าส่ง ตลาดค้าปลีก จนถึงระบบข้อมูลที่สามารถตามย้อนกลับไปแก้ไขปัญหาได้จริง”

Share