7 เรื่องที่ควรรู้ก่อนเลือกกระเบื้องหลังคา ให้เหมาะกับบ้าน

 7 เรื่องที่ควรรู้ก่อนเลือกกระเบื้องหลังคา ให้เหมาะกับบ้าน

7 เรื่องที่ควรรู้ก่อนเลือกกระเบื้องหลังคา ให้เหมาะกับบ้าน

หลังคาเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของบ้าน เพราะต้องรับทั้งแดด ฝน ลม และความร้อนตลอดทั้งปี การเลือก กระเบื้องหลังคา จึงไม่ควรพิจารณาเพียงเรื่องสี รูปทรง หรือราคาต่อแผ่นเท่านั้น แต่ควรดูให้ครบทั้งประเภทของวัสดุ รูปทรงหลังคา โครงสร้างบ้าน การระบายน้ำ และงบประมาณโดยรวม

สำหรับคนที่กำลังสร้างบ้านใหม่ ต่อเติม หรือรีโนเวตหลังคาเดิม 7 เรื่องต่อไปนี้คือสิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ เลือกกระเบื้องหลังคา

1. รู้จักประเภทของกระเบื้องหลังคาก่อนเลือก

กระเบื้องหลังคามีหลายประเภท และแต่ละประเภทมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน จึงควรเลือกให้เหมาะกับลักษณะบ้านและการใช้งาน ประเภทที่พบได้บ่อย เช่น

กระเบื้องลอนคู่
เป็นกระเบื้องที่มีรูปทรงเป็นลอนต่อเนื่อง นิยมใช้กับทั้งบ้านพักอาศัย อาคาร และพื้นที่ต่อเติม เช่น โรงจอดรถหรือครัวหลังบ้าน ด้วยรูปทรงที่ช่วยให้น้ำฝนไหลลงตามแนวหลังคาได้ดี และสามารถมุงพื้นที่ขนาดใหญ่ได้สะดวก

กระเบื้องหลังคาคอนกรีต
มีจุดเด่นด้านความแข็งแรงและมีสีหรือรูปทรงให้เลือกหลากหลาย จึงนิยมใช้กับบ้านพักอาศัยที่ต้องการให้หลังคาเป็นส่วนหนึ่งของดีไซน์ตัวบ้าน

กระเบื้องเซรามิก
มีลักษณะเด่นเรื่องพื้นผิว สี และความสวยงาม เหมาะกับบ้านที่ต้องการเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรม แต่ควรพิจารณารูปแบบโครงสร้างและวิธีติดตั้งให้เหมาะสมด้วย

นอกจากนี้ยังมีวัสดุมุงหลังคาประเภทอื่น เช่น เมทัลชีท ซึ่งแม้จะไม่ใช่กระเบื้อง แต่ก็มักถูกนำมาเปรียบเทียบเมื่อต้องเลือกวัสดุสำหรับหลังคาบ้านหรือพื้นที่ต่อเติม

ดังนั้นคำถามว่า “กระเบื้องหลังคาแบบไหนดีที่สุด” จึงอาจไม่มีคำตอบเดียว เพราะต้องดูว่าบ้านแต่ละหลังต้องการอะไรเป็นหลัก

2. กระเบื้องหลังคาต้องเหมาะกับรูปทรงและความลาดเอียงของหลังคา

อีกเรื่องที่คนสร้างบ้านมักมองข้าม คือกระเบื้องแต่ละประเภทไม่ได้เหมาะกับหลังคาทุกรูปทรง ความลาดเอียงของหลังคามีผลโดยตรงต่อการระบายน้ำฝน หากหลังคาลาดน้อยเกินไป น้ำอาจไหลออกได้ช้าและเพิ่มโอกาสที่น้ำจะย้อนเข้าไปตามรอยต่อของวัสดุมุงหลังคา

ในทางกลับกัน หลังคาที่มีความลาดชันมากก็ต้องให้ความสำคัญกับระบบยึดกระเบื้องและโครงสร้างที่เหมาะสม ดังนั้นก่อนซื้อจึงควรตรวจสอบข้อกำหนดของกระเบื้องแต่ละรุ่น รวมถึงปรึกษาช่างหรือผู้ออกแบบว่าเหมาะกับองศาของหลังคาที่บ้านหรือไม่ เพราะการเลือกวัสดุผิดประเภทอาจทำให้เกิดปัญหา หลังคารั่ว ตามมาในภายหลัง

3. ต้องดูน้ำหนักของกระเบื้องร่วมกับโครงสร้างบ้าน

กระเบื้องแต่ละประเภทมีน้ำหนักไม่เท่ากัน และน้ำหนักเหล่านี้จะถูกถ่ายลงไปยังโครงหลังคา เสา คาน และโครงสร้างของตัวบ้าน หากเป็นการสร้างบ้านใหม่ สถาปนิกและวิศวกรมักออกแบบโครงสร้างให้เหมาะกับวัสดุมุงหลังคาที่เลือกไว้แล้ว แต่สำหรับบ้านเก่าที่ต้องการเปลี่ยนกระเบื้องหลังคา การเปลี่ยนจากวัสดุที่มีน้ำหนักเบาไปเป็นวัสดุที่หนักขึ้น ไม่ควรทำโดยพิจารณาเพียงว่าขนาดของกระเบื้องสามารถวางแทนกันได้หรือไม่ ควรตรวจสอบก่อนว่าโครงสร้างเดิมสามารถรับน้ำหนักเพิ่มเติมได้หรือไม่ โดยเฉพาะบ้านที่มีอายุการใช้งานมานาน หรือมีการต่อเติมหลายครั้ง

4. ถ้าอยากได้หลังคากันร้อน อย่าดูแค่ชนิดกระเบื้อง

อากาศร้อนเป็นหนึ่งในปัญหาหลักของบ้านในประเทศไทย ทำให้หลายคนมองหา หลังคากันร้อน หรือกระเบื้องหลังคาที่ช่วยลดความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน แต่ความจริงแล้ว อุณหภูมิภายในบ้านไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัสดุมุงหลังคาเพียงอย่างเดียว

ยังมีองค์ประกอบอื่น เช่น

  • สีและคุณสมบัติการสะท้อนความร้อนของหลังคา
  • ฉนวนกันความร้อน
  • ช่องว่างใต้หลังคา
  • การระบายอากาศภายในพื้นที่ใต้หลังคา
  • ฝ้าเพดาน
  • ทิศทางของบ้านและปริมาณแสงแดดที่ได้รับ

ดังนั้น หากต้องการให้บ้านเย็นขึ้น ควรมองระบบหลังคาเป็นภาพรวมมากกว่าการเปลี่ยนกระเบื้องเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างเช่น บ้านที่มีกระเบื้องหลังคาคุณภาพดี แต่ไม่มีฉนวนและระบายอากาศใต้หลังคาได้ไม่ดี ก็ยังอาจสะสมความร้อนในช่วงกลางวันได้

5. เลือกกระเบื้องหลังคาให้เหมาะกับพื้นที่ใช้งาน

บ้านหนึ่งหลังไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุมุงหลังคาแบบเดียวกันทั้งหมด เพราะพื้นที่แต่ละส่วนมีความต้องการแตกต่างกัน

หลังคาบ้านส่วนหลัก
มักให้ความสำคัญกับความสวยงาม ความแข็งแรง การระบายน้ำ และความเข้ากันกับรูปแบบสถาปัตยกรรมของบ้าน

โรงจอดรถ
มักเน้นวัสดุที่เหมาะกับพื้นที่ต่อเติม ติดตั้งได้ง่าย และไม่เพิ่มภาระให้โครงสร้างมากเกินไป

ครัวหลังบ้านหรือพื้นที่ซักล้าง
ควรเลือกวัสดุที่ทนต่อสภาพอากาศ ระบายน้ำได้ดี และดูแลรักษาง่าย

ศาลาหรืออาคารแยกจากตัวบ้าน
สามารถเลือกวัสดุให้แตกต่างจากตัวบ้านได้ หากต้องการควบคุมงบประมาณหรือสร้างดีไซน์เฉพาะพื้นที่

กระเบื้องลอนคู่จึงอาจเหมาะกับงานบางประเภท ขณะที่กระเบื้องหลังคาคอนกรีตหรือกระเบื้องเซรามิกอาจเหมาะกับอีกพื้นที่หนึ่งมากกว่า

6. หลังคารั่วไม่ได้เกิดจากกระเบื้องแตกเพียงอย่างเดียว

เมื่อพบปัญหาหลังคารั่ว หลายคนอาจคิดว่าต้องเกิดจากกระเบื้องแตกหรือเสื่อมสภาพ แต่ในความเป็นจริงสาเหตุของน้ำรั่วสามารถเกิดได้หลายจุด

เช่น

  • กระเบื้องแตกหรือแตกร้าว
  • กระเบื้องเคลื่อนจากตำแหน่งเดิม
  • การซ้อนทับของกระเบื้องไม่เหมาะสม
  • อุปกรณ์ครอบหลังคาเสื่อมสภาพ
  • จุดเชื่อมระหว่างหลังคากับผนังมีปัญหา
  • รางน้ำหรือทางระบายน้ำอุดตัน
  • ความลาดเอียงของหลังคาไม่สัมพันธ์กับวัสดุมุง

ดังนั้น หากพบรอยน้ำบนฝ้า ไม่ควรรีบสรุปว่าต้องเปลี่ยนกระเบื้องทั้งหลัง ควรตรวจสอบหาต้นเหตุให้ชัดเจนก่อน ในหลายกรณี ปัญหาอาจอยู่ที่การติดตั้งหรือจุดต่อของหลังคา มากกว่าตัวกระเบื้องเอง

7. อย่าดูแค่ราคากระเบื้องต่อแผ่น

อีกหนึ่งข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อยคือการเปรียบเทียบราคาจากราคากระเบื้องต่อแผ่นเพียงอย่างเดียว เพราะต้นทุนของหลังคาจริงยังประกอบด้วยหลายส่วน เช่น

  • จำนวนกระเบื้องที่ใช้ต่อตารางเมตร
  • โครงสร้างหลังคา
  • แปหรือวัสดุรองรับ
  • อุปกรณ์ยึดกระเบื้อง
  • ครอบสันหลังคาและอุปกรณ์ประกอบ
  • ฉนวนกันความร้อน
  • ค่าแรงติดตั้ง
  • ค่าแรงรื้อหลังคาเดิมในกรณีรีโนเวต
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาระยะยาว

บางครั้งกระเบื้องที่ราคาต่อแผ่นถูกกว่า อาจไม่ได้หมายความว่าต้นทุนรวมของหลังคาจะถูกกว่าเสมอไป ก่อนตัดสินใจจึงควรลองเปรียบเทียบ “ต้นทุนต่อพื้นที่ติดตั้งจริง” มากกว่าดูเฉพาะราคาสินค้า

การเลือกกระเบื้องหลังคาที่ดีไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเลือกวัสดุที่ราคาแพงที่สุด แต่คือการเลือกให้เหมาะกับโครงสร้าง ลักษณะหลังคา สภาพแวดล้อม และงบประมาณของบ้าน ไม่ว่าจะเลือกกระเบื้องลอนคู่ กระเบื้องหลังคาคอนกรีต หรือกระเบื้องเซรามิก สิ่งสำคัญคือควรพิจารณาทั้งระบบ ตั้งแต่วัสดุมุงหลังคา โครงสร้าง ฉนวน การระบายน้ำ ไปจนถึงคุณภาพการติดตั้ง เพราะหลังคาที่เลือกและติดตั้งอย่างเหมาะสมตั้งแต่แรก ไม่เพียงช่วยให้บ้านดูสวยขึ้น แต่ยังช่วยลดปัญหาจุกจิกอย่างความร้อนและหลังคารั่ว รวมถึงลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมในระยะยาวได้อีกด้วย

Share